
เมื่อวันที่ 11 มกราคม ในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดโหมดโหดจัดไล่ถล่ม เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ ทีมจากลีกวันไปขาดลอยถึง 10-1 ซึ่งถูกสื่อขนานนามว่าเป็นชัยชนะที่ "ไม่ไว้หน้าคู่แข่ง" พร้อมสร้างสถิติใหม่เป็นว่าเล่น
จากสถิติระบุว่า แมนฯ ซิตี้ กลายเป็นทีมจากลีกสูงสุดของอังกฤษทีมแรกในรอบเกือบ 40 ปี ที่สามารถทำประตูได้ถึง 10 ลูกขึ้นไปในการแข่งขันนัดเดียว (นับรวมทุกรายการ) โดยครั้งล่าสุดที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ต้องย้อนกลับไปในเดือนกันยายน ปี 1986 ที่ลิวอร์พูลถล่มฟูแล่ม 10-0 ในศึกฟุตบอลลีกคัพ
นอกจากนี้ หากนับเฉพาะถ้วยเอฟเอ คัพ "เรือใบสีฟ้า" ยังเป็นทีมจากลีกสูงสุดทีมแรกที่ยิงได้ถึง 10 ประตู นับตั้งแต่ที่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เคยถล่มครูว์ อเล็กซานดร้า 13-2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1960
หากย้อนดูประวัติศาสตร์สโมสร นี่คือครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 1987 ที่แมนฯ ซิตี้ ยิงได้ถึง 10 ประตูในเกมอย่างเป็นทางการ (ซึ่งตอนนั้นทีมยังอยู่ในดิวิชั่น 2 และเอาชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ไป 10-1) แต่ถ้าเป็นสถิติเฉพาะในเอฟเอ คัพ พวกเขาเคยทำได้ 10 ประตูมาแล้วครั้งหนึ่งในเดือนมกราคม ปี 1930 โดยชนะสวินดอนด้วยสกอร์เดียวกันคือ 10-1
ทางด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอลา ชัยชนะนัดนี้ถือเป็นครั้งแรกในอาชีพการคุมทีมของเขาที่ทีมยิงได้ถึงหลักสิบลูก แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยคุมทีมระดับ "จักรวาล" อย่างบาร์เซโลน่า หรือบาเยิร์น มิวนิก มาแล้วก็ตาม โดยก่อนหน้านี้สถิติสูงสุดของเขาอยู่ที่ 9 ประตู (บาร์เซโลน่าชนะ 9-0 ในปี 2011 และ แมนฯ ซิตี้ ชนะเบอร์ตัน 9-0 ในปี 2019)
ในเกมนี้ แมนฯ ซิตี้ ได้ประตูจากผู้เล่นถึง 9 คน (รวมการทำเข้าประตูตัวเองของฝั่งคู่แข่ง 2 ลูกจาก 2 คน) โดยมีเพียง ริโก ลูอิส เท่านั้นที่ทำได้ 2 ประตูในแมตช์นี้
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือ เซเมนโย่ แข้งใหม่ของทีมที่ประเดิมสนามได้อย่างร้อนแรงด้วยการทำทั้งประตูและแอสซิสต์ กลายเป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ เซร์คิโอ อเกวโร่ ในปี 2011 ที่สามารถยิงและจ่ายได้ทันทีในเกมเปิดตัวกับสโมสร
ขณะเดียวกัน โรดรี้ เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ก็สามารถพังประตูได้ในนาทีที่ 24 ซึ่งถือเป็นการทำประตูแรกในสีเสื้อเรือใบสีฟ้าในรอบ 602 วัน นับตั้งแต่เกมพบกับเวสต์แฮมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2024