
ตามรายงานจากเดลีเมล สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง อโมริม กับผู้บริหารแมนฯ ยูไนเต็ด พังทลายลง คือความเห็นที่ไม่ตรงกันเรื่องการย้ายทีม
เป็นที่เข้าใจกันว่า อโมริม พยายามผลักดันอย่างหนักในการดึงตัว เอมิเลียโน มาร์ติเนซ จากแอสตัน วิลลา มาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งคนใหม่ แต่บอร์ดบริหารกลับเลือกเดินหน้าดีลของ ราเมนส์ แทน สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ยังเกิดขึ้นเมื่อเขาต้องการตัว วัตกินส์ แต่สโมสรกลับให้ความสำคัญกับ เชชโก มากกว่า
คริสโตเฟอร์ วิเวลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายสรรหานักเตะ เป็นตัวตั้งตัวตีในการดึง เชชโก เข้ามา โดยท้ายที่สุดปัจจัยด้านอายุและศักยภาพกลายเป็นเหตุผลตัดสินในดีลนี้ ส่วนตำแหน่งวิงแบ็กซ้าย ตัวเลือกแรกของ อโมริม คือ นูโน เมนเดส แต่เจ้าตัวตัดสินใจอยู่กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง ต่อไป ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด เบนเข็มไปคว้าตัว ดอร์กู จากเลชเชแทน
นอกจากนี้ อโมริม ยังรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากจากการถูกปฏิเสธในการดึงตัวนักเตะจากทีมเก่าอย่าง สปอร์ติง ลิสบอน หลายราย ซึ่งรวมถึง โจวานี ควินดา, อุสมาเน ดิโอมองเด, ซัลวาดอร์ บาร์โรโซ และ มอร์เทน ยูลมันด์
แหล่งข่าวอธิบายว่า อโมริม รู้สึกไม่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญในสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแนวทางการสร้างทีมในตลาดซื้อขายนักเตะ
เอเยนต์ของ ควินดา เคยเจรจากับแมนฯ ยูไนเต็ด มานานหลายสัปดาห์ แต่สุดท้ายดาวรุ่งชาวโปรตุเกสรายนี้ก็ได้บรรลุข้อตกลงกับเชลซี และจะย้ายไปร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ แหล่งข่าวภายในของแมนฯ ยูไนเต็ด ย้ำว่าเนื่องจาก ควินดา มีสไตล์การเล่นคล้ายกับ อาหมัด ที่มีอยู่ในทีมอยู่แล้ว จึงทำให้ความสนใจลดน้อยลงไปในที่สุด
ด้าน ดิโอมองเด มีสภาพร่างกายที่ดึงดูดใจ อโมริม อย่างมาก ส่วน บาร์โรโซ ก็เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่เขาพยายามล็อบบี้ให้ซื้อตัวแต่ไม่สำเร็จ นอกจากนี้ อโมริม ยังมองว่า ยูลมันด์ คือคนที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในแดนกลางที่ทีมกำลังต้องการได้อย่างดี และเป็นนักเตะที่เขาไม่ต้องเสียเวลาอธิบายปรัชญาการเล่นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของแมนฯ ยูไนเต็ด กลับมีเป้าหมายอื่นสำหรับการเสริมทัพกองกลางในช่วงซัมเมอร์นี้
อโมริม เดินทางมาถึงสนามซ้อมในเวลาประมาณ 09:30 น. และหลังจากเข้าพบกับ โอมาร์ เบอร์ราดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล เพื่อรับทราบคำสั่งปลด เขาก็เดินทางออกจากสนามซ้อมหลังจากนั้นเพียงครึ่งชั่วโมง
ในการประชุมที่แคร์ริงตันกับ วิลค็อกซ์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่าทีที่แข็งกร้าวของ อโมริม กลายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" เนื่องจากเขายังคงปฏิเสธที่จะละทิ้งระบบหลังสาม และไม่ยอมทำตามคำขอที่ให้ทีมเล่นเกมรุกมากขึ้น
อโมริม ไม่มีของใช้ส่วนตัวที่แคร์ริงตันมากนัก เขาจึงสามารถเก็บโต๊ะทำงานได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะนำทีมงานสต๊าฟโค้ชอีก 6 คนเดินทางออกไป โดยไม่มีการกล่าวอำลาพนักงานหรือนักเตะเป็นเวลานานแต่อย่างใด
อโมริม จะได้รับเงินชดเชยจำนวน 10 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้ต้นทุนทั้งหมดที่สโมสรต้องจ่ายในการจ้างและปลด อโมริม สูงถึงเกือบ 27 ล้านปอนด์ โดยทีมงานโค้ชของเขาก็จะได้รับค่าชดเชยตามสัดส่วนเช่นกัน
หลังจากนั้นไม่นาน มีผู้พบเห็น อโมริม ขับรถปอร์เช่สีดำออกจากฐานทัพ และต่อมามีภาพเขาเดินเล่นท่ามกลางหิมะกับ มาเรีย ภรรยาของเขา บริเวณหน้าบ้านในเชสเชียร์ พร้อมกับรอยยิ้มให้กับกล้อง