การเผชิญหน้ากันในนัดเปิดศักราชใหม่ปี 2026 ระหว่าง "กุหลาบไฟ" แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และ "มังกรแดง" เร็กซ์แฮม เอเอฟซี ณ สนามอีวูด พาร์ค ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันฟุตบอลลีกธรรมดา แต่เป็นการปะทะกันของสองสโมสรที่มีเส้นทางและพลวัตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกของศึกแชมเปี้ยนชิพ นัดนี้มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์มหาศาลต่อทั้งสองฝ่าย โดยแบล็คเบิร์นเจ้าบ้านกำลังดิ้นรนเพื่อสร้างเสถียรภาพและหนีห่างจากโซนท้ายตาราง ในขณะที่เร็กซ์แฮม ทีมขวัญใจมหาชนที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา กำลังท้าทายความคาดหมายด้วยการเกาะกลุ่มลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟ
สำหรับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าอยู่ในภาวะล่อแหลม การรั้งอันดับ 19 (หรือ 20 ตามความผันผวนของตาราง) โดยมีคะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียง 5 แต้ม สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ วาเลเรียน อิสมาเอล (Valérien Ismaël) ผู้จัดการทีม แม้ว่าผลงานในระยะหลังจะแสดงให้เห็นถึงความเหนียวแน่นขึ้นด้วยการไม่แพ้ใครมา 3 นัดติดต่อกัน แต่ปัญหาเรื้อรังเรื่องความเฉียบคมในแดนหน้าและปัญหานักเตะบาดเจ็บระนาว ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการไต่อันดับ
ในทางตรงกันข้าม เร็กซ์แฮม เอเอฟซี ภายใต้การนำของ ฟิล พาร์กินสัน (Phil Parkinson) เข้าสู่ปี 2026 ด้วยความมั่นใจในฐานะทีมอันดับ 11 ที่มีคะแนนตามหลังพื้นที่ท็อปซิกซ์เพียง 4 คะแนน การเลื่อนชั้นติดต่อกันสองปีซ้อน (Back-to-back promotions) จากเนชั่นแนลลีกสู่ลีกวัน และจากลีกวันสู่แชมเปี้ยนชิพ ได้สร้างโมเมนตัมทางจิตวิทยาที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ฟอร์มการเล่นนอกบ้านของพวกเขายังคงเป็นจุดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไข หากพวกเขาหวังจะสร้างประวัติศาสตร์เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในทันที
นัยสำคัญของการแข่งขันในวันที่ 1 มกราคมนี้ จึงอยู่ที่ความสามารถของแบล็คเบิร์นในการใช้ความได้เปรียบในบ้านเพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตู ปะทะกับความเขี้ยวลากดินของเร็กซ์แฮมที่เชี่ยวชาญในการเล่นแบบ "Play for result" ซึ่งสะท้อนผ่านสถิติการเสมอที่มากที่สุดในลีก